วันเสาร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2555


เรามาเริ่มทำความรู้จักกับประวัติความเป็นมาของการถักนิตติ้งกันดีกว่าค่ะ

ประวัตินิตติ้ง

        จากใน encyclopidia บอกว่า ต้นกำเนิดยุคแรก ๆ ของนิตติ้งนั้นไม่สามารถระบุเจาะจงในทางภูมิศาสตร์ลงไปได้ค่ะ ว่ามีต้นกำเนิดที่ใด แต่เป็นที่เชื่อกันอย่างกว้างขวางว่านิตติ้งนั้นได้ถูกพัฒนาขึ้นก่อนสมัยคริสกาลถึงอย่างไรปัจจุบันก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่มากค่ะ     และสิ่งเก่าแก่ที่สุดที่ถูกมนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นด้วยการถักนิตนี้ก็คือถุงเท้า ซึ่งเชื่อกันว่าถุงเท้า (socks)และถุงเท้ายาว(Stockings) เป็นสิ่งที่ได้ถูกทำขึ้นมาโดยการใช้เทคนิคที่คล้าย ๆ กับการถักนิตติ้ง   โดยถุงเท้าเหล่านี้ได้ถูกทำขึ้นด้วยวิธีที่เรียกว่า Nalebinding ซึ่งเป็นเทคนิคในการใช้เข็มเพียง 1 อันทำเส้นใยผ้า(ไหม)ให้เป็นห่วงปมหลายๆ ปมหรือหลายๆ ห่วงและหลายๆชิ้นงานของเครื่องนุ่งห่มที่มีอยู่ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาโดยการใช้เทคนิค nalebinding ซึ่งส่วนหนึ่งก็มองดูแล้วคล้ายๆ กับงานนิตติ้งเสียจริงๆ ตัวอย่างเช่น ถุงเท้าในสมัยคริสศตวรรษที่ 3 - 5  และในหลายๆ ชิ้นงาน         แม้ปัจจุบันนี้ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นเทคนิคแบบใดซึ่งทำให้เกิดความเข้าใจผิดหรือสับสนระหว่างงานนิตติ้งกับโครเชร์     สิ่งอ้างอิงทางประวัติศาสตร์ถึงงานนิตติ้งที่แท้จริงพบในยุโรปช่วงต้นคริสศตวรรษที่ 14  และถุงเท้านิตติ้งคู่แรกที่เก่าแก่ที่สุดก็ถูกพบในอียิปต์ในช่วงเวลาคริสศตวรรษที่ 11 โดยในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ลายการถักแบบเพิร์ล(ลายเพิร์ลเป็นรูปแบบการถักที่ถักตรงกันข้ามกับการถักแบบนิต)ยังไม่เป็นที่รู้จัก และโครงข่ายเส้นใยผ้าได้ถูกถักนิตขึ้นมาเป็นรอบแล้วก็ตัดซึ่งปัจจุบันกระบวนการทำแบบนี้เรียกกันว่าการปิด (steeking)สำหรับรูปแบบการถักแบบเพิร์ลได้พบครั้งแรกในช่วงกลางคริสศตวรรษที่ 16 แต่เทคนิคการถักแบบนี้ได้ถูกพัฒนาขึ้นอย่างช้าๆ







นิตติ้งยุคเอลิซาเบธ
         ในยุคนี้การผลิตถุงเท้ายาวเป็นส่วนสำคัญยิ่งต่อชาวอังกฤษผู้ทำงานถักซึ่งใช้ขนสัตว์อย่างดีและมีการส่งออกเครื่องนุ่งหุ่มของพวกเขา   โรงเรียนสอนนิตติ้งได้ถูกก่อตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นหนทางในการหารายได้ให้กับคนยากจน  แฟชั่นในยุคนี้  สำหรับผู้ชายแล้วจะนิยมสวมกางเกงขาสั้นซึ่งเหมาะกับแฟชั่นถุงเท้ายาว     ถุงเท้ายาวที่ผลิตจากอังกฤษจะส่งไปขายยังเนเธอแลนด์ สเปน และเยอรมันนี        พระราชินีเอเลซาเบธที่ 1 ทรงชื่นชอบในการสวมใส่ถุงเท้ายาวที่ทำจากเส้นไหมคุณภาพดี นุ่มและราคาแพงมาก   ถุงเท้ายาวของพระราชินีเอลิซาเบธที่ 1 ยังคงมีอยู่ โดยหลายๆ ชิ้นบ่งบอกถึงคุณภาพที่สูงของเส้นไหมและเป็นการถักเป็นพิเศษสำหรับพระราชินีโดยเฉพาะผู้ชายก็ได้เริ่มถักนิตเป็นอาชีพครั้งแรกในยุคนี้ด้วยเช่นกัน
ประวัติที่สำคัญของชาวสก๊อต
        1855 sketch of a shepherd knitting, while watching his flock
ในช่วงศตวรรษที่ 17-18 ชาวเกาะสก๊อต ได้มีการถักนิตติ้งเพื่อทำเป็นอาชีพในครัวเรือนไม่ว่าจะเป็นการถักเป็นเสื้อกันหนาว(สเวตเตอร์) สิ่งของต่างๆ ถุงเท้า ถุงเท้ายาว เป็นต้น  ชาวเกาะมีการคิดค้นเทคนิคต่างๆ ในการถัก ทำเป็นรูปแบบแพทเทิร์นหลากสีสัน   เสื้อกันหนาวเป็นเครื่องนุ่งห่มที่จำเป็นและมีความสำคัญมากสำหรับชาวเกาะ จะถูกถักขึ้นจากขนสัตว์เพื่อใช้กันหนาวในยามที่ต้องออกเรือประมงซึ่งต้องผจญกับอากาศที่เลวร้ายมากๆๆ  งานหลายๆ ชิ้นถูกออกแบบและทำขึ้นอย่างปราณีต เช่น เชือกที่ถักขึ้นใช้ใน Aran sweaters ได้ถูกพัฒนาขึ้นในตอนต้นศตวรรษที่ 20 ในไอแลนด์







ยุคอุตสาหกรรม
        ในเบื้องต้นอุปกรณ์การถักนิตติ้งนั้นได้มีการประดิษฐ์ขึ้นมาก่อนยุคอุตสาหกรรม แต่ก็ได้เลิกใช้ไป เมื่อมาถึงยุคอุตสาหกรรม การปั่นด้ายขนสัตว์และเครื่องนุ่งห่มต่างๆ ได้ทำกันในโรงงานอุตสาหกรรม  แรงงานผู้หญิงส่วนใหญ่แล้วจะเข้าทำงานในโรงงานใช้เครื่องจักรมากกว่าการผลิตนั่งปั่นด้ายและถักนิตติ้งอยู่กับบ้าน  ด้วยว่าการปั่นขนสัตว์ในโรงงานทำได้ดีกว่า หลากหลายรูปแบบมากกว่า และได้ขนาดตามต้องการมากกว่านั่นเอง   โดยเฉพาะในเมืองน๊อตติงแฮม เป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นเหมือนตลาดของงานถักร้อย และเป็นแหล่งผลิตสำคัญของการถักนิตติ้งด้วยเครื่องจักรในช่วงยุคอุตสาหกรรมและในรอบสิบปีให้หลัง








1939-1945 : ยุคเฟื่องฟูของนิตติ้ง
        " Make do and mend " ...ข้อความที่บ่งบอกว่าทำและซ่อมนี้เป็นข้อความที่ปรากฏอยู่ในหนังสือที่ได้จัดทำขึ้นมาในระหว่างช่วงเวลาสงครามของกระทรวงสารสนเทศแห่งรัฐบาลอังกฤษ    ขนแกะขาดแคลนเป็นอย่างมากเช่นเดียวกับสิ่งต่างๆ     ในหนังสือเล่มนี้ก็ได้สร้างขวัญกำลังใจให้ผู้หญิงมีการหันมาเลาะตะเข็บจากเสื้อผ้าเครื่องนุ่งหุมเก่า ๆที่ไม่ใช้งานแล้ว ตลอดจนขนสัตว์ก็ได้มีการนำกลับมาใช้ใหม่อีกครั้ง  มีการสร้างแพทเทิร์นงานนิตติ้งขึ้นมากเพื่อให้ประชาชนได้ถักเครื่องนุ่งห่มให้กับกองทัพทหารไว้สวมใส่ในช่วงฤดูหนาว เช่น หมวกไหมพรม และถุงมือ เป็นต้น  นี่ก็ไม่เพียงแค่เป็นการผลิตสิ่งจำเป็นต่างๆของกองทัพเท่านั้น     แต่ยังถือได้ว่าเป็นการประสบความสำเร็จในสร้างความรู้สึกเชิงบวกให้กับประชาชนในเรื่องสงครามได้ที่เรียกว่า home front 
1950s and 60s :ยุคแห่งเครื่องนุ่งห่ม
        ภายหลังการเกิดสงครามนิตติ้งได้แพร่หลายเป็นอย่างมาก   ทั้งในเรื่องของการเริ่มมีการผลิตไหมหลากหลายสีสันและรูปแบบหลาย ๆ พันแพทเทิร์นที่มีสีสันสดใสกลายเป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมาก      ในยุคนี้ชุดที่ประกอบไปด้วยเสื้อแขนสั้นสีเดียวกันกับเสื้อขนสัตว์ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก นอกจากนี้เป็นยุคที่นิตติ้งไม่ใช่เป็นเพียงงานอดิเรกเสียแล้ว    โดยบรรดาเด็กผู้หญิงมักคุยกันถึงเรื่องของการเข้าเรียนการถักนิตติ้งในโรงเรียน     เกิดนิตยสารอย่าง "Pins and needles" ขึ้น ซึ่งเป็นนิตรสารที่รวบรวมเรื่องราวต่างๆ ของงานนิตติ้งเอาไว้ไม่ว่าจะเป็นแพทเทิร์นที่ยากๆ ไม่เพียงแต่แพทเทิร์นเสื้อผ้าเท่านั้น ยังมีแพทเทิร์นพวก ของเล่น กระเป๋า  ซึ่งสามารถสร้างรายได้ได้
1980s: ยุคเสื่อมถอย
        ความนิยมของนิตติ้งเสื่อมถอยลงอย่างเห็นได้ชัดในยุค 1980 ในฝั่งโลกตะวันตก ไหมและแพทเทิร์นต่างๆ ราคาตกต่ำลง เช่นเดียวกับที่งานฝีมือต่างๆ ก็มีเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะเห็นได้จากแฟชั่นเก่าๆ และการที่เด็ก ๆ ค่อนข้างจะพูดถึงการถักนิตติ้งในโรงเรียน       ผลจากการเพิ่มขึ้นนี้และราคาที่ลดลงของงานถักนิ้ตติ้งด้วยเครื่องจักรนั้นบ่งบอกถึงว่าผู้บริโภคสามารถที่จะมีเสื้อสเวตเตอร์ได้เทียบเท่าการซื้อเสื้อขนสัตว์และตามรูปแบบของพวกเขาเองหรือบ่อยขึ้น




นิตติ้งยุคศตวรรษที่ 21 : ยุคแห่งการฟื้นฟู
        หลังจากที่นิตติ้งได้เสื่อมถอยลง แต่พอมาถึงในศตวรรษที่ 21 กลับมามีชีวิตขึ้นอีกครั้ง      เส้นใยจากธรรมชาติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเส้นใยจากสัตว์ เช่น พวก อัลพาคาร์  แองกอร่า  และ มาริโน เป็นต้น  หรือจะเป็นเส้นใยจากพืชซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเส้นใยจากฝ้าย    เนื่องจากหาได้ง่ายราคาไม่แพงหาได้ทั่วไป ผู้บริโภคจะมีการมองหาเส้นใยจากต่างประเทศ เช่น เส้นใยจำพวกไหม ไม้ไผ่ หรือ ขนวัว ซึ่งได้รับความนิยมมากขึ้นเป็นอย่างมาก      โรงงานเริ่มมีการผลิตเส้นไหมที่แปลกใหม่มากขึ้น   บรรดานักออกแบบเริ่มมีการสร้างงานแพทเทิร์นที่ค่อยๆ เป็นการตัดเย็บที่ชิ้นงานใหญ่ขึ้นและทำได้อย่างเร็ว  บรรดาผู้มีชื่อเสียง อย่างเช่น Julia Roberts , Winona Ryder Dakota Fanning และ Cameron Diaz เริ่มสนใจนิตติ้งและช่วยทำให้งานฝีมือกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง สำหรับในศักราชใหม่นี้ยังมีงานนิตติ้งที่สร้างสรรค์โดยบรรดาผู้ชายอีกด้วย
ศิลปะแห่งนิตติ้งได้เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป อินเทอร์เน็ตทำให้มีการติดต่อระหว่างกันของคนถักนิตติ้ง แลกเปลี่ยนความสนใจ ความรู้ ระหว่างกันและกันไปทั่วโลก โดยในช่วงแรก ๆ สมาชิกในกลุ่มนิตติ้งที่ติดต่อกันทางอินเทอร์เน็ตมีประมาณ 1 พันคน  และในปี 1998 ได้มีนิตยสารออนไลน์เกิดขึ้นชื่อว่า KnitNet และหลังจากนั้นก็จุดประกายให้เกิดกลุ่มผู้ถักนิตติ้งนานาชาติขึ้น  แพทเทิร์นต่างๆ ทั้งจากงานพิมพ์และออนไลน์ได้ก่อให้เกิดเป็นศูนย์กลางแหล่งแพทเทิร์นนิตติ้งขึ้นโดยเฉพาะ ซึ่งที่รู้จักกันก็มี Knit-a-long หรือ KAL     เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2006 ได้มีการจัดให้มีการแข่งขันนิตติ้งระดับโลกขึ้น คือ นิตติ้งโอลิมปิค      โดยจัดกันในช่วงฤดูหนาว ณ เมือง Torino ซึ่งงานนี้ก็ได้จัดยาวเลยช่วงเวลาการจัดโอลิมปิคไปถึง 16 วัน โดยมีผู้เข้าร่วมแข่งขันประมาณ 4000 คน 




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น